ชีวิตที่มีทางเลือก (มากเกินไป)

นึกไปถึงสมัยจับคอมพิวเตอร์ใหม่ๆ ตอนนั้น OS ยังเป็นดอสจอยังเป็น โมโนโครม สีเขียวๆ จำได้ว่าดอสมีสองค่ายคือ IBM ดอส และ Ms ดอส ส่วนตัวไม่ได้สนใจอะไรมาก เพราะมันมีอยู่แค่สองค่าย แถมไม่รู้ว่ามันต่างกันยังไง มีอะไรก็ใช้อันนั้นไป ผ่านยุคนั้นมาได้อย่างสุขสบาย มาถึงยุคที่ตัวเองต้องมาพัฒนาซอฟต์แวร์บ้าง สมัยเรียนก็มี Borland C กับ Turbo C อันนี้ก็ไม่ต้องเลือกอีก หาอันไหนได้ก็ใช้อันนั้น ให้ผลเหมือนกัน (หลังๆมามี Watcom C แต่ไม่ได้เล่น)

มายุคทองของ OS แต่ช่วงนั้นผมกลับไม่รู้สึกว่าลำบากใจในการเลือก ผมเลือกที่จะใช้ Linux มากกว่า Microsoft Windows แถมช่วงนั้นยังมี OS2 ให้ใช้อีกจากยุคทองของ OS ทำให้ผมโดนบังคับไปกลายๆว่าทุกอย่างที่ใช้ต้องอยู่บน Linux ได้ นั้นทำให้สนใจ PHP, Perl, Java ฯลฯ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับ System ซึ่งช่วงนี้หาคนคุยด้วยยากมาก

ผมเลือก Java เป็นภาษาหลัก ถึงมันจะอ้วน แต่มันก็เป็นคนอ้วนที่มากด้วยประสบการณ์ในการดำเนินชีวิต ยังไม่นับว่าใน Java เองก็มี library/framework ให้เลือกมากเหลือเกิน ถึงในยุคนี้ Java เปรียบกับชายวัยกลางคนที่ ท้วมๆอวบๆไม่คล่องเท่าคนหนุ่มอย่าง RoR แต่มันก็มีทางออกอย่าง Grails

ช่วงนี้ เทคโนโลยีเว็บ ก้าวเข้าสู่ยุค 2.0 บรรดา Javascript library ต่างๆออกมามากมาย ตอนนี้กำลังตัดสินใจเลือกใช้ Prototype กับ JQuery ยังเลือกไม่ได้

มีทางเลือกเยอะ ดีกว่าไม่มีทางเลือกอะไรเลย แต่ที่บ่นมาเพราะมันเยอะเกินไป เวลาจะเลือกอะไรทีนึง ถ้าข้อมูลไม่พอ มันก็เหมือนการโยนหัว/ก้อย ผมเคยเลือกอะไรผิดๆมาหลายอย่าง เสียเงิน (ซื้อหนังสือ) เสียเวลา (ศึกษา/อ่าน) ที่ว่าเลือกผิดก็ไม่เชิงนัก แต่ทุ่ม เวลาลงไปแล้วเอามาใช้ (ยัง) ไม่ได้ ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

ไม่รู้ว่าต้องเลือกอะไรอีก แต่คงมีอีกเยอะ ^^”

บ่น บ่น บ่น

ทำไมต้องใช้ Twitter

ใน session หนึ่งของงาน TNWA มีคนบอกว่าทำยังไงจะบอกให้คนทั่วไปยังไงว่า ทำไมเราต้องใช้ Twitter พอได้ยินแบบนั้นสมองคมคิดสวนกลับไปทันควันว่า “ทำไมตรูต้องใช้ Twitter ด้วยฟระ” (ทั้งๆที่ก็ใช้อยู่) จะว่าไปแล้วหลายคนไม่ได้อยากจะบอกหรอกว่าเค้าทำอะไรอยุ่ แถมยังไม่อยากรุ้อีกว่าใครจะทำอะไรอยู่

กลับมานั่งนึกอีกที ว่ามันมีอะไรดี จะว่าไปแล้วมันคงเหมือนหลักการของ Web 2.0  value ของมันอยู่ที่ข้อมูล และ สังคม ยกตัวอย่างง่ายๆ สังคมของนักพัฒนา software วันๆมันก็คงง่วนกับเรื่อง software การบ่น หรือบอกออกมาว่าตรู ทำอะไรอยู่ บางทีมันมี Hint ที่น่าสนใจ มันอาจเป็นเรื่องที่เราสนใจอยู่พอดี หรือเราเอาไปใช้ประโยชน์ได้ เพราะไม่มีใครรู้อะไรทุกอย่าง นอกจากนั้นบางคนเก่งขนาดเป็น Idol ได้ก็จะมีคนสนใจมาก คนๆนั้นก็น่าจะมี follower มากตามไปด้วย เพราะแค่ขยับตัว บ่น ตด…เอ้ย ไม่ใช่แล้ว  ลองนึกดูว่า ถ้า ไลนัส และ จ๊อบส์ มาเล่น Twitter สองคนนี้จะมี follower มากขนาดไหน เพราะถ้าสองคนนี้เป็น Idol ของผม ผมก็คงอยากจะรู้ว่าเค้าทำยังไงถึงได้คิดอะไรเจ๋งๆได้ เค้าอ่านหนังสืออะไร กินอะไร ฯลฯ

เอ๊ะ… แบบนั้น blog ก็ทำหน้าที่นั้นอยู่แล้วไม่ใช่หรือ เปล่าครับ กว่าเราจะรวบรวมแรงในการเขียน blog มันไม่ใช่ง่ายๆ ต้องเรียบเรียงอะไรหลายๆอย่าง ต่างจาก Twitter ที่ส่งข้อความสั้นๆออกไป บางทีเป็นสิ่งที่ยังไม่ได้ผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์ แต่มันก็มีประโยชน์กับคนบางคน ถึงแม้มันจะเป็นแค่ Hint สั้นๆก็ตาม

Twitter ที่หลายๆคนมองว่าไร้สาระ คุณค่ามันน่าจะมาจากตัว ข้อมูล และ กลุ่มสังคมมากกว่า นี่ล่ะคือบทสรุปของผม ดังนั้นใช้มันต่อไป :P

CQ CQ CQ HS4EQU

ขณะนี้ผมกำลังอยู่ในห้องประชุม ที่อาจจะก่อให้เกิด infrastructure ของการสื่อสารในสภาวะวิกฤติ ที่สำคัญของประเทศ พระเอกของงานคือวิทยุสมัครเล่น เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่เรียบง่าย ใช้มานานแล้ว แต่หลังจากที่อินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือโตขึ้น ความสำคัญของวิทยุสมัครเล่นก็น้อยลง

แต่ในสถาวะวิกฤติ เทคโนโลยีสุด high-tech มักจะไปไม่รอด เนื่องจากข้อจำกัดหลายๆอย่าง เพราะไม่ได้ออกแบบมารับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน วิทยุสมัครเล่นจะเป็นคำตอบ

ขอจบไว้เท่านี้ก่อน ถ้ามีความคืบหน้าจะมาเล่าให้ฟังใหม่ครับ :)